วัดในหลวงพระบาง

หลวงพระบาง เป็นเมืองท่องเที่ยวซึ่งได้ชื่อว่ามีวัดมากที่สุดเมืองหนึ่งของประเทศลาว
เนื่องจากในอดีตเมืองหลวงพระบางเคยเป็นราชธานีเก่าของอาณาจักรล้านช้างอันรุ่งเรือง

 

วัดเชียงทอง “สุดยอดสถาปัตยกรรมแบบล้านช้าง”

เวลาเปิด-ปิด: 06.00 a.m.-05.30 p.m.

ค่าธรรมเนียมในการเข้าชม: 20,000 Kip/คน

 

วัดใหม่สุวรรณภูมาราม “อดีตพระสังฆราชองค์สุดท้าย เคยประทับที่วัดนี้”

เวลาเปิด-ปิด: 07.00 a.m.-06.00 p.m.

ค่าธรรมเนียมในการเข้าชม: 10,000 Kip/คน

 

วัดวิชุลนราช (พระธาตุหมากโม)

เวลาเปิด-ปิด: 07.00 a.m.-05.00 p.m.

ค่าธรรมเนียมในการเข้าชม: 20,000 Kip/คน

 

วัดป่าโพนเพา (ชมสันติเจดีย์ และวิวทิวทัศน์เมืองหลวงพระบางในมุมสูงโดยรอบ)

เวลาเปิด-ปิด: เช้า 08.00 a.m.-10.00 a.m., บ่าย 1.30 p.m.-04.30 p.m.

ค่าธรรมเนียมในการเข้าชม: 20,000 Kip/คน

 

วัดพระบาทใต้ (“วัดเวียด” ชมพระพุทธรูปและสถาปัตยกรรมแบบเวียดนาม)

เวลาเปิด-ปิด: 06.00 a.m.-05.30 p.m.

ค่าธรรมเนียมในการเข้าชม: 10,000 Kip/คน

 

วัดพระมหาธาตุราชบวรวิหาร (วัดทาดน้อย)

วัดพระมหาธาตุสร้างในปีพ.ศ. 2091 (สมัยพระเจ้าไซยเชษฐาธิราช) ได้รับการบูรณะมาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งที่สำคัญ เกิดขึ้นในปีพ.ศ.2453 โดยเจ้ามหาอุปราชบุญคง ภายในสิม (อุโบสถ) แบบล้านช้างมี "ราวเทียน" รูปนาค 24 ตัว ฝีมือการแกะวิจิตรงดงาม หน้าสิมมีเจดีย์ธาตุองค์ใหญ่ บรรจุอัฐิของเจ้าเพชรราชรัตนวงศา อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศลาว และถือเป็นรัฐบุรุษของประเทศลาวยุคใหม่ เฉพาะพระอุโบสถขนาดใหญ่ มีการตกแต่งเพิ่มเติมรูปสลักบนบานประตูและหน้าต่าง แสดงเรื่องเล่าชาดกพระสุธนมโนราห์ดูสวยงามเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นฝีมือสกุลช่างพ่อเฒ่าเพียตัน ด้านหลังมีพระธาตุเจดีย์ยอดทรงระฆังประดับเศวตฉัตร 17 ช่อ นั้นหมายถึง วัดนี้สร้างโดยพระมหากษัตริย์หรือเจ้าชีวิต

 

วัดหอเซียงวรวิหาร

วัดหัวเซียง สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าไซเชษฐาธิ  ราช (พ.ศ. 2091) เช่นเดียวกันกับวัดพระมหาธาตุ มีการค้นพบพระพุทธรูปสำริดในสมัยเดียวกันหลายองค์ พระอุโบสถมีขนาดเล็กเป็นศิลปะแบบหลวงพระบางแท้ๆ ภาพวาดฝาผนังด้านหน้าได้ถูกวาดขึ้นในภายหลัง

 

วัดโพนไซซะนะสงคราม

สร้างในปี พ.ศ. 2334 โดยพระเจ้าอนุรุทธราช ตามประวัติกล่าวว่าเป็นประเพณีที่พระมหากษัตริย์แห่งนครหลวงพระบางและเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหลายต้องมาทำพิธีนมัสการพระองค์หลวง (พระประธาน) เพื่อขอพรก่อนจะออกไปรบทัพจับศึก เชื่อกันว่าองค์พระประธานของวัดนี้ มีอำนาจช่วยบันดาลให้ชนะศึกสงคราม พระอุโบสถมีลักษณะศิลปะแบบหลวงพระบางทั่วไป ภายในแบ่งเป็น 3 ห้องยาว 4 ห้องขวาง ภายหลังห้องขวางพังลง 2 ห้องและเริ่มบูรณะในปีพ.ศ. 2513 โดยขยายกว้างออกข้างละ 1 เมตร จากนั้นจึงบูรณะใหม่หมดทั้งหลัง

 

วัดเซียงม่วนวชิระมังคลาราม

สร้างโดยเจ้านายพระองค์หนึ่งในปีพ.ศ. 2396 ในรัชสมัยพระเจ้าจันทราช ในการบูรณะพระอุโบสถภายหลังมีเพียงบางส่วน โดยเฉพาะฝาผนังทั้งสองข้างและผนังด้านหน้า ปัจจุบันยังคงสภาพโครงสร้างดั้งเดิมเอาไว้ ผนังด้านนอกทางหน้าสิม (อุโบสถ) มีภาพวาดที่สวยงาม ด้านทิศตะวันตกของพระอุโบสถมีพระธาตุและอูบมุงกล่มหนึ่ง ปัจจุบันวัดเชียงม่วนได้เปิดให้เป็นศูนย์ฟื้นฟูศิลปะสกุลช่างลาวหลวงพระบางมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 โดยได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศนิวซีแลนด์เพื่อบูรณปฏิสังขรณ์ กุฏิหลังเก่านำมาใช้เป็นห้องเรียน และองค์การยูเนสโกได้ให้การช่วยเหลือในการจัดตั้งศูนย์ฯ ฝึกอบรมแห่งนี้ผ่านมาทางแผนกแถลงข่าวและวัฒนธรรมหลวงพระบาง จุดประสงค์ก็เพื่อฟื้นฟูศิลปะสกุลช่างลาวที่ได้ยุติไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 ให้มีกลับคืนมา โดยได้ฝึกสอนพระสงฆ์และสามเณรผู้ที่สนใจในวิชาศิลปะสกุลช่างลาวหลวงพระบาง แขนงที่ได้รับฟื้นฟูและเปิดสอนมี แผนกการวาดรูป, แผนกช่างแกะสลักไม้และแผนกการหล่อพระพุทธรูป เป็นต้น ภายในวัดยังจัดให้มีแกลเลอรี่เพื่อแสดงผลงานของพระสงฆ์และสามเณรผู้เข้าฝึกอบรม มีการจำหน่ายผลงานในราคาที่ไม่แพงอีกด้วย

 

วัดจุมฆ้องสุรินทราราม

สร้างในปีพ.ศ. 2386 ในรัชสมัยพระเจ้าสุขเกษม ปัจจุบันพระอุโบสถยังคงสภาพเดิมอยู่ มีศิลปะแบบหลวงพระบางโดยทั่วไป ภายในแบ่งเป็น 3 ห้องยาว 4 ห้องขวาง เมื่อมาถึงทางเข้าพระอุโบสถจะสังเกตเห็นจุดเด่นที่ไม่เหมือนวัดใดในหลวงพระบาง คือมีรูปสลักลอยตัวทำจากหินทรายสีเขียวตั้งอยู่เหนือราวบันไดทางขึ้นพระอุโบสถ ทั้งสองข้างลักษณะคล้ายเทพเจ้าของจีน สูงประมาณ 50 ซม. ซึ่งพระเจ้าจักรพรรดิของจีนถวายแก่พระเจ้าจันทราชแห่งนครหลวงพระบาง ในการบูรณะภายหลังหลายครั้งได้มีการตกแต่งเพิ่มเติม โดยปิดทองผนังด้านหลังพระอุโบสถทั้งสองด้านและวาดดอกดวงใส่บานประตูและหน้าต่างทุกบาน ภาพฝาผนังเก่ามีลักษณะงดงามเป็นเรื่องราวพระเวสสันดรชาดก

 

วัดป่าไผ่มีไซยาราม

สร้างโดยพระเจ้าสุริยวงศาในระหว่างปี พ.ศ.  2308-2334 มีการบูรณะพระอุโบสถใหม่เกือบทั้งหลังในอีก 200 ปีต่อมา ลักษณะพระอุโบสถเป็นแบบศิลปะหลวงพระบางโดยทั่วไป หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในปี พ.ศ. 2473 มีการขยายวัดโดยสร้างพระอุโบสถอีกหลังหนึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีขนาดเล็กกว่าพระอุโบสถหลังเดิม ทางด้านทิศเหนือมีพระธาตุคู่หนึ่งลักษณะเป็นทรงแบบปราสาท สำหรับสิมวัดป่าไผ่ นอกจากจะงดงามอ่อนช้อย ยังมีความงามที่สีและลวดลายแกะสลักพร้อมประดับลายทองบนผนังสีอแดง

 

วัดศรีพุทธบาททิพาราม

วัดศรีพุทธบาท ในปัจจุบันประกอบด้วยวัดในบริเวณเดียวกัน 3 แห่งคือ วัดป่าแค, วัดป่าฝางหรือวัดเชียงงาม และวัดพระบาทเหนือ มีจุดเด่นอยู่ที่ รอยพระพุทธบาทบนเนินก่อนถึงยอดพูสี ถือเป็นวัดคู่กับวัดพระบาทใต้ ใกล้กับรอยพระพุทธบาทมีศาลาชมวิว สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำคานและภูเขาที่โอบล้อมทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ได้กว้างไกลสุดสายตา บริเวณเชิงบันไดทางขึ้นพูสีมีพระธาตุ 3 องค์ตั้งเรียงราย เชื่อกันว่าพระธาตุองค์ที่หุ้มด้วยแผ่นทองแดงและประดับด้วยเศวตฉัตร 7 ชั้น ภายในบรรจุอัฐิพระเจ้าจันทราช พระอุโบสถมีลักษณะศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น ปัจจุบันภายในวัดมีโรงเรียนมัธยมปริยัติสงฆ์ ส่วนวัดป่าฝาง หรือวัดเชียงงาม สร้างในสมัยพระเจ้าอนุรุท (พ.ศ. 2322-2360) เป็นวัดศิลปแบบล้านช้างที่ชัดเจนมาก ปัจจุบันได้รับการบูรณะขึ้นใหม่โดยการสนับสนุนของ "องค์การมรดกโลก" วัดป่าแค สร้างโดยพระเจ้านันทราช ใน พ.ศ. 2396 ตัวสิมเป็นศิลปแบบเวียงจันทน์ ปัจจุบันวัดทั้ง 2 เป็นวัดร้างไม่มีพระสงฆ์และสามเณรจำพรรษา

 

วัดหนองศรีคูนเมือง

สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2272 แต่เดิมนั้นเป็นวัดขนาดใหญ่มีศาสนสถานที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมมากมายแต่เป็นที่น่าเสียดายเนื่องจากถูกไฟไหม้ในปีพ.ศ. 2317 ทำให้พระอุโบสถเสียหายเกือบทั้งหลัง ภายหลังได้รับการบูรณะหลายครั้งและก่อสร้างเพิ่มเติมจนสวยงามขึ้นมาใหม่ ในการบูรณะครั้งใหญ่มีการติดดอกดวงและทองคำเปลวใหม่ ศิลปะที่ใช้ตกแต่งส่วนใหญ่เป็นแบบสกุลช่างพ่อเฒ่าเพียตัน ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน "พระเจ้าองค์แสน" พระพุทธรูปสำคัญของเมือง ทีมีชื่อเช่นนี้เนื่องจากมีน้ำหนัก 1 แสน (ประมาณ 120 กิโลกรัม) "พระเจ้าองค์แสน" เป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบเชียงแสน ตามตำนานกล่าวไว้ว่าลอยตามแม่น้ำโขงมาแต่เมืองเชียงแสน และมาขึ้นที่เมืองหลวงพระบาง ชาวหลวงพระบาง ให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก

 

วัดแสนสุขาราม

สร้างขึ้นในคริสศตวรรษที่ 15 ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้ากิ่งกฤษราช ตามประวัติศาสตร์เล่ากันว่าชื่อของวัดมาจากเงินจำนวน 100,000 กีบ ที่มีผู้บริจาคให้เป็นทุนในการก่อสร้าง เป็นวัดเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นภายหลังนครหลวงพระบางแยกออกจากนครเวียงจันทน์เป็นอีกอาณาจักรหนึ่ง ก่อนหน้านั้นบริเวณที่สร้างวัดแสนมีวัดเก่าอยู่ก่อน สิ่งแรกเมื่อมาถึงคือการไปชมพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธรูปยืนองค์เดียวในหลวงพระบาง มีพระพักตร์ที่งดงามผ่องแผ้ว ข้างหอพระยืนมีหอรอยพระพุทธบาทจำลอง ส่วนพระอุโบสถดูวิจิตรการตาเต็มไปด้วยการเขียนภาพสีทองลงบนพื้นสีแดง ภายในตกแต่งประดับประดาอย่างงดงาม พระประธานของวัดมีชื่อว่า “พระองค์หลวง” มีลักษณะงดงามชดช้อย วัดแสนได้รับการบูรณะ 2ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2475 ครั้งที่สองเมื่อปีพ.ศ. 2500 ส่วนการประดับลวดลายปิดทองที่สวยงามนั้นบูรณะเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยช่างในวังหลวงของหลวงพระบางนั่นเอง

 

วัดสบสิขาราม

ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่าสร้างโดยพระเจ้าแท่นคำในปีพ.ศ. 20248 เดิมวัดนี้ชื่อ "วัดสบเชียงทอง" เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระราชบิดาของพระองค์ ที่ทรงสวรรคต ณ.เมืองเชียงคาน พระอุโบสถหลังเดิมชำรุดแต่ได้รับการบูรณะโดยชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้นในปีพ.ศ. 2452 และในปี พ.ศ. 2493 ดังที่เห็นในปัจจุบัน มีศิลปะแบบหลวงพระบางโดยทั่วไป สิ่งที่น่าสนใจในวัดนี้มีหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นองค์พระธาตุที่ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ด้วยการประดับกระจกสีสวยงาม ด้านขวาของพระอุโบสถมีพระธาตุลักษณะเดียวกันกับพระธาตุในวัดหนองศรีคูนเมือง ซุ้มประตูหลวงของพระธาตุ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยแบบทรงเครื่ององค์เล็ก ซึ่งแตกต่างไปจากวัดอื่นๆ ในหลวงพระบาง

 

วัดศรีบุญเฮือง

ตามประวัติศาสตร์ชาวบ้านได้เล่าสืบต่อกันมาว่าพระอุโบสถของวัดศรีบุญเรืองสร้างขึ้นโดยชาวฝรั่งเศสในปีพ.ศ. 2301 ในรัชสมัยพระเจ้าโชติกะกุมาร มีขนาดเล็กเป็นศิลปะแบบหลวงพระบางในพุทธศตวรรษที่ 24 ปัจจุบันยังไม่ได้รับการบูรณะนอกจากหน้าต่างที่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ภายในมีลวดลายปิดทองหลายรูปแบบสีสันงดงาม ตรงกลางหลังคาประดับช่อฟ้า 15 ช่อ ความโดดเด่นของวัดนี้จะอยู่ที่ตัวสิม (อุโบสถ) รูปทรงหลังคาแอ่นขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นศิลปะสไตล์เชียงขวาง ที่มีสีหน้าลายนกยูง ลวดลายดอกรวงผึ้งอันอ่อนช้อย แขนนางแบบเดียวกับวัดคีรี และซุ้มป่องเยี่ยม (หน้าต่าง) แกะสลักเเป็นรูปพญานาค

 

วัดศิริมงคลไซยาราม

ตัววัดหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ศาสนสถานส่วนใหญ่ยังคงสภาพเดิม เล่าสืบต่อกันมาว่าสร้างในปีพ.ศ. 2306 ในรัชสมัยพระเจ้าโชติกะกุมาร สิมหรืออุโบสถมีลักษณะแบบหลวงพระบางโดยทั่วไป ได้รับซ่อมแซมครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2488 ช่างสกุลผู้รับหน้าที่ปฏิสังขรณ์ เปลี่ยนไปตามยุคสมัย จึงทรงผลให้รูปทรงสถาปัตยกรรมของวัดนี้เป็นแบบผสมผสานตามไปด้วย เห็นได้อย่างชัดเจนจากระเบียงโถงด้านหน้าเป็นศิลปะแบบหลวงพระบาง ทรวงทรงหลังคาเป็นแบบเชียงขวาง และประดับตกแต่งด้วยกระจกสีโมเสกแบบเวียงจันทน์ หน้าจั่วประดับลวดลายสวยงาม ด้านทิศใต้มีอูบมุงหลังเล็กภายในประดิษฐานพระธาตุองค์หนึ่ง ยอดประดับเศวตฉัตรทอง 7 ชั้น ใกล้ทางเข้าด้านทิศเหนือติดกับวัดศรีบุญเรืองมีหอระฆังทองที่งดงาม

 

วัดสุวรรณคีรี (วัดคีรี)

ตามตำนานกล่าวว่า ชาวไทพวนจากเชียงขวางเป็นผู้สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่กองทัพชาวพวนที่สู้รบกับทัพของพม่า ตามประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงเจ้าชายชาวพวนชื่อเจ้าคำศรัทธาได้อภิเษกสมรสกับนางแว่นแก้วราชธิดาของพระเจ้าอินทโสมแห่งนครหลวงพระบางในปีพ.ศ. 2316 หลังจากนั้นในครั้งที่พม่ายกกองทัพมาตีเมืองหลวงพระบางครั้งที่ 2 เจ้าคำศรัทธาได้ส่งกองทัพของพระองค์มาช่วยรบ วัดคีรีเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามวัดหนึ่ง มีศิลปะแบบเชียงขวาง พระอุโบสถหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันยังรักษาโครงสร้างและลวดลายประดับประดาที่มีอยู่เดิมไว้ บนหลังคาไม่มีช่อฟ้า ด้านหลังของพระอุโบสถมีพระธาตุทรงแปดเหลี่ยมตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม

 

วัดปากคานคำมงคล

เล่าสืบต่อกันมาว่าสร้างโดยพระยาจันทร์เทพเมื่อพ.ศ. 2280 ในรัชสมัยพระเจ้าอินทรโสม ต่อมาถูกทิ้งร้าง ต่อมาชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงวัดได้ร่วมกันบูรณะขึ้นมาใหม่ดังที่เห็นในปัจจุบันพระอุโบสถมีลักษณะคล้ายวัดธาตุหลวงแต่มีขนาดเล็กกว่าแบ่งออกเป็น 3 ห้องตามยาวและ 6 ห้องตามขวาง โหง่ที่เป็นรูปนาคนั้นมีลวดลายเลือนลางประตูทุกด้านมีบันไดทางขึ้นยกเว้นทางทิศใต้ซึ่งได้ทุบออกตอนบูรณะในปีพ.ศ. 2503 ด้านข้างทางทิศใต้มีพระธาตุองค์หนึ่งมีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม

 

วัดธาตุหลวงราชมหาวิหาร

สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2361 ในสมัยเจ้ามหาชีวิตมังทาตุราช ซึ่งเป็นสมัยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาของนครหลวงพระบาง เชื่อว่าวัดนี้สร้างทับบริเวณวัดเก่าเนื่องจากพบโบราณสถานเก่าแก่เป็นร่องรอยวัดวัดธาตุหลวงมีศาสนสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายสิ่งได้แก่ พระอุโบสถก่ออิฐถือปูนเมื่อบูรณะมีการติดดอกดวงที่บานประตูและหน้าต่างลงรักปิดทองดูสวยงามมาก ด้านหลังมีองค์พระธาตุสูงซึ่งมองเห็นได้จากถนนด้านนอก สร้างครั้งแรกมีขนาดกลาง ต่อมาทรุดโทรมลงและเอียงลงเล็กน้อยบูรณะในปีพ.ศ. 2478 ลักษณะเป็นพระธาตุยอดรูปวงกลมทรงระฆังประดับเศวตรฉัตร ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยม 7 ชั้น สูงประมาณ 3เมตร อีกจุดหนึ่งที่สำคัญคือพระธาตุด้านหน้าพระอุโบสถสร้างทับพระธาตุองค์เก่าใช้บรรจุพระอัฐิของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์

 

วัดมโนรมย์

วัดมโนรมย์สร้างโดยพระเจ้าสามแสนไท พระราชโอรสของเจ้าฟ้างุ่มในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 หลังจากนั้นไม่นานโปรดให้หล่อพระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ขึ้นและถูกทำลายเสียหายในช่วงที่มีจีนฮ่อออกปล้นสะดมในปีพ.ศ. 2330 ตัววัดซึ่งอยู่นอกเขตกำแพงเมืองได้รับความเสียหายหลายแห่งมีการบูรณะภายหลังโดยสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ มีโครงสร้างคล้ายกับที่วัดโพนชัยรวมทั้งหอพระและพระพุทธรูปสำริดได้โบกปูนปิดทองใหม่ ด้านหลังพระอุโบสถมีร่องรอยของแท่นพระพุทธรูป มีศาลาหลังเล็กครอบไว้ ซึ่งอดีตเคยเป็นที่ตั้งของ วัดเชียงกลาง ซึ่งคณะสังฆฑูตจากกัมพูชาเป็นผู้สร้างไว้ ตั้งแต่ครั้งเดินทางเข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนาบนแผ่นดินล้านช้างในสมัย เจ้าฟ้างุ่ม ถือเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในหลวงพระบางและเคยเป็นที่ประดิษฐาน พระบางในระหว่างปีพ.ศ. 2045-2056

 

วัดถ้ำภูสี

วัดเล็กๆ วัดนี้ตั้งอยู่ใกล้กับรอยพระพุทธบาทของวัดศรีพุทธบาททิพาราม ความน่าสนใจสิ่งแรกที่ไม่ควรพลาดชมเมื่อเดินทางมาถึงคือ พระสังกัจจายก่ออิฐถือปูนและปิดทองประดิษฐานอยู่ในเพิงหินมีลักษณะเป็นเวิ้งถ้ำแคบๆแตกต่างจากพระพุทธรูปทั่วไปในวัดเมืองหลวงพระบาง สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2505 ทางด้านซ้ายของพระสังกัจจายมีทางลึกเข้าไปในถ้ำ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปไม้ปิดทองปางต่างๆตามผนังและพื้นถ้ำ นอกจากนั้นบริเวณภายนอก จะเห็นพระพุทธรูปปางต่างๆ ซึ่งประดิษฐานตรงบริเวณริมหน้าผาหลายองค์

 

วัดอาไพ

แต่เดิมสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2072 โดยพ่อค้าที่มาจากทางใต้ ในรัชสมัยของพระเจ้าโพธิสาระมีชื่อว่าวัดไหไพปลาแดก ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดอาไพปัจจุบันพระอุโบสถหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะคล้ายกับพระอุโบสถที่วัดหมื่นนา ด้านหลังมีพระธาตุสีทองซึ่งบูรณะในปีพ.ศ. 2512 แทนที่ตั้งของพระธาตุองค์เก่าที่พังทลายลง

 

วัดอาฮามอุตุมะธานี

พระอุโบสถวัดอาฮามสร้างโดยพระเจ้ามังทาตุราชในปีพ.ศ. 2365 ด้านข้างพระอุโบสถจะเป็นที่ตั้งของหอเสื้อเมืองหรือหอ “ปู่เยอ-ย่าเยอ” หลังคามีลักษณะซ้อนกันอยู่ 3 ชั้นตรงกลางสันหลังคามีช่อฟ้ารูปทรงแปลกตาจากวัดทั่วไปในหลวงพระบาง ข้างบันไดทางขึ้นพระอุโบสถด้านหน้ามีรูปปั้นสิงห์ลอยตัว ทาด้วยปูนขาวถัดออกไปด้านข้างทั้งสองด้านเป็นรูปปั้นยักษ์ลอยตัวบางตำรากล่าวว่าเป็นทวารบาล พระอุโบสถได้รับการบูรณะในปีพ.ศ. 2474 และค้นพบโบราณวัตถุมีค่าหลายชิ้นที่ฝังอยู่ใต้พระอุโบสถ หน้าพระอุโบสถมีพระธาตุ 2 องค์องค์หนึ่งเป็นพระธาตุทรงแปดเหลี่ยมในอดีตมีหอคลุมอยู่ อีกองค์เป็นพระธาตุย่อมุมบริเวณมุมฐานทั้งสี่ด้านประดับด้วยเสารูปดอกบัว ด้านข้างวัดอาฮามมีประตูเล็กๆสามารถเดินเพื่อเข้าไปชม พระธาตุหมากโม ในเขตวัดวิชุลและพระอุโบสถได้อย่างสะดวก

 

วัดหมื่นนาชมพูอาราม

พระอุโบสถสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2076 ในสมัยพระเจ้าโพธิสาระ ต่อมาบูรณะอีกหลายครั้งจนเป็นดังที่เห็นในปัจจุบัน มีลักษณะศิลปะแบบหลวงพระบางทั่วไป ด้านข้างมีพระธาตุองค์ใหญ่รูปสี่เหลี่ยมย่อมุม มีหออูบมุงอยู่ไม่ไกล ที่ผนังด้านนอกมีรูปปั้นสัตว์ทำจากดินเผาสีล้อมรอบ

 

วัดจอมเพชร

วัดจอมเพชรปัจจุบันเป็นวัดร้าง มีสิ่งก่อสร้างที่ยังมีรูปร่างชัดเจนเพียงอุโบสถหลังเล็กและพระพุทธรูปก้นหอยสององค์ที่อยู่ด้านหลัง ทั้งหมดอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม ลวดลายประดับหลุดออกเกือบหมด นอกนั้นเป็นร่องรอยของพื้นอิฐโปกปูนและเสาที่อยู่ด้านหน้าและด้านข้างพระอุโบสถ จุดเด่นของวัดร้างแห่งนี้คือ เป็นจุดสำหรับใช้ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม สามารถมองได้รอบตัวโดยเฉพาะฝั่งตัวเมืองหลวงพระบางซึ่งตั้งขนานไปตามลำแม่น้ำโขงยาวหลายกิโลเมตร ท่ามกลางทิวเขาสลับซับซ้อนเบื้องหลัง ทางฝั่งซ้ายสามารถมองเห็นปากแม่น้ำคานที่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง ส่วนทางฝั่งขวามองเห็นคุ้งน้ำไหลลัดเลาะเข้าสู่หุบเขา นอกจากนี้จากฝั่งตัวเมืองยังสามารถมองเห็นพระอุโบสถของวัดจอมเพชรแห่งนี้ได้อย่างชัดเจนเช่นกัน

 

วัดเชียงแมนไชยเสดฐาราม

เฉพาะพระอุโบสถตามหลักฐานเชื่อว่าสร้างขึ้นในสมัยกลางพุทธศตวรรษที่ 24 ทับพระอุโบสถหลังเดิมซึ่งสร้างพร้อมกับวัดก่อนหน้าประมาณ 200 ปี ลักษณะทางสถาปัตยกรรมส่วนมากสร้างในรัชสมัยพระเจ้าอนุรุท พระเจ้ามังทาตุราชและพระเจ้าจันทราช ดอกดวงที่ซุ้มประตูและบานประตูเป็นศิลปะแบบหลวงพระบางผสมพม่า ไม่ทราบแน่ชัดว่าสร้างในรัชสมัยใด ชื่อเชียงแมนสันนิษฐานว่ามีสองความหมายคือ เมืองสวรรค์หรือสวรรค์เมืองแมน อีกชื่อหนึ่งคือเมืองม่านหรือเมืองพม่า

 

วัดล่องคูน และ ถ้ำคูหาสักกะลิน

วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยใดไม่มีบันทึกแน่นอน เดิมเชื่อว่าเป็นวัดป่า ต่อมาจึงมีการสร้างศาสนสถานที่ถาวรขึ้น นับเป็นวัดที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับพระราชพิธีราชาภิเษกของเจ้ามหาชีวิต ซึ่งหลายพระองค์ทรงผนวชที่วัดล่องคูนก่อนขึ้นครองราชย์สมบัติ จนมาถึงรัชสมัยของเจ้ามหาชีวิตสององค์สุดท้ายและองคมกุฎราชกุมาร ได้เกิดมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 1975 เสียก่อนจึงได้ยกเลิกธรรมเนียมปฏิบัติที่ว่านี้ไป จุดเด่นของวัดอยู่ที่ผนังด้านหน้าพระอุโบสถ มีภาพเขียนสีลักษณะคล้ายทหารจีน 2 คน ยืนอยู่คนละด้านของประตูทางเข้าพระอุโบสถวาดขึ้นในสมัยกลางพุทธศตวรรษที่ 24 ภายในพระอุโบสถมีภาพเขียนฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์โดยรอบทั้ง 3 ด้าน ภายนอกพระอุโบสถทางด้านทิศตะวันออกของวัดมีบันไดทอดลงฝั่งแม่น้ำโขงตลอดทางยาวบันไดเห็นทิวทัศน์เมืองหลวงพระบางฝั่งในเมืองบอย่างกว้างไกลสวยงามตั้งแต่บริเวณปากแม่น้ำคานไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง วัดเชียงทอง พระราชวังหลวงพระบางและพระธาตุจอมสีนอกจากนั้นถัดจากบันไดทางลงไปยังริมฝั่งแม่น้ำโขงเล็กน้อยยังสามารถเดินไปตามทางเล็กๆ ที่ทอดลัดเลาะไปตามไหล่เขาระยะทางประมาณ 300-400 เมตร จะมีถ้ำที่ชื่อ “คูหาสักกะลิน” ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เพิ่งได้รับการค้นพบใหม่เมื่อไม่นานมานี้เองสอบถามจากชาวบ้านที่ดูแลถ้ำได้ความว่า เจ้าอาวาสองค์ก่อนๆ ได้อ่านพบในบันทึกเก่าว่า บริเวณนี้มีถ้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ดังนั้นจึงได้เกณฑ์พระเณรออกไปสำรวจบริเวณที่ว่าก็พบเพียงโพรงดินเล็กๆ เท่านั้น ไม่พบเห็นมีถ้ำแต่อย่างใด ด้วยความต้องการอยากจะพิสูจน์บันทึกเก่าเล่มดังกล่าวว่าข้อมูลที่ว่าไว้นั้นเป็นจริงหรือเท็จประการใด จึงได้ให้พระ,เณรและชาวบ้านในละแวกนั้นช่วยกันขุดลงไปในโพรงดินที่ได้ค้นพบครั้งแรก วันละเล็กวันละน้อย ในที่สุดก็พบว่ามีถ้ำอยู่ภายในนั้นจริงสาเหตุที่ปากถ้ำถูกดินถล่มลงมาปิดทางเข้า-ออก สันนิษฐานว่าเนื่องจากตอนหน้าฝนมีดินสไลด์ลงมาจนทำให้ไม่อาจมองเห็นปากทางเข้าออกถ้ำดังกล่าวนั่นเอง เมื่อแรกค้นพบภายในมีพระพุทธรูปสร้อยสังวาลเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านผู้ดูแลบอกว่าเฉพาะพระพุทธรูปเก่าปางต่างๆ นั้นมีมากกว่าที่พบในถ้ำติ่งเสียอีก แต่น่าเสียดายที่ถูกโจรลักขโมยไปบางส่วน ส่วนที่เหลือยู่ปัจจุบันทางการได้นำพระพุทธรูปเหล่านั้นไปเก็บรักษาไว้ที่แผนกท่องเที่ยวของแขวงหลวงพระบาง “ถ้ำคูหาสักกะลิน” เป็นถ้ำที่สามารถเดินลงไปได้ 5 ชั้น ภายในชั้นที่ 1 จะมีสถูปสีขาวขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางซ้ายมือบริเวณด้านข้างจะมีหิ้งวางพระพุทธรูป ซึ่งยังคงมีร่องรอยหลงเหลืออยู่แต่เพียงเล็กน้อย ชั้นที่ 2 เป็นเพียงชั้นเล็กๆขนาดพอให้คนยืนได้สักประมาณ 10 คน ชั้นที่ 3 ,4 และ 5 จะมีหินงอกหินย้อนตามธรรมชาติที่สวยงามหากท่านต้องการจะมาเที่ยวชมถ้ำคูหาสักกะลิน จะต้องเตรียมไฟฉายที่มีความสว่างพอสมควรเพราะภายในถ้ำจะมืดมาก ถ้าไม่ได้เตรียมไฟฉายมา สามารถขอยืมได้ที่คนเก็บค่าธรรมเนียม จะต้องบอกว่าท่านต้องการจะไปชมถ้ำด้วย รองเท้าที่สวมควรเป็นรองเท้าแบบกันลื่นจะดีที่สุดเพราะภายในถ้ำอากาศจะชื้นและทางเดินจะชันและลื่นตลอดทั้งปี

 

วัดสังคโลก

วัดสังคโลก (บางตำราเขียนว่าสวรรคโลก) สร้างในปีพ.ศ. 2070 ในสมัยพระเจ้าโพธิสาร เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้านความเชื่อของชาวหลวงพระบาง เนื่องจากก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเข้ามาสู่อาณาจักรล้านช้าง วัดนี้เคยเป็นที่ตั้งของวิหารบูชาผีฟ้า ผีแถน อันเป็นความเชื่อดั้งเดิม หลังจากที่พระพุทธศาสนาเข้ามาแล้ว วัดสังคโลกก็กลายเป็นวัดสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์เป็นพิเศษจากพระเจ้าโพธิสาร จากนั้นความเชื่อเดิมก็ได้ลดน้อยถอยลงไป ในปีพ.ศ. 2426 อุโบสถถูกลมพายุพัดเสียหาย และได้บูรณะให้กลับคืนมาเป็นสภาพแบบเดิม

 

หลวงพระบาง ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง

ทั้งที่เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการแล้ว และยังอยู่ระหว่างการสำรวจ-ปรับปรุง ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่

 

ถ้ำติ่ง

สถานที่ตั้ง: บ้านปากอู ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือ ระยะทางประมาณ 25 กม.

การเดินทาง: เหมารถสี่ล้อรับจ้างจากในตัวเมือง หรือ นั่งเรือจากท่าหน้าวัดเชียงทอง

ค่าธรรมเนียมเข้าชม: 20,000 กีบ / คน

 

น้ำตกตาดแส้

สถานที่ตั้ง: บ้านแอน ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ ระยะทางประมาณ 15 กม.

การเดินทาง: เหมารถสี่ล้อรับจ้างจากในตัวเมือง หรือ เช่ารถตู้ปรับอากาศ

ค่าธรรมเนียมเข้าชม: 15,000 กีบ / คน

 

น้ำตกตาดกวางซี

สถานที่ตั้ง: ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ระยะทางประมาณ 32 กม.

การเดินทาง: เหมารถสี่ล้อรับจ้างจากในตัวเมือง หรือ เช่ารถตู้ปรับอากาศ

ค่าธรรมเนียมเข้าชม: 20,000 กีบ/ คน

 

น้ำตกตาดทอง

สถานที่ตั้ง: บ้านขรัวที่ 1 ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ ระยะทางประมาณ 6 กม.

การเดินทาง: เหมารถสี่ล้อรับจ้างจากในตัวเมือง หรือ เช่ารถตู้ปรับอากาศ

ค่าธรรมเนียมเข้าชม: 5,000 กีบ / คน

 

น้ำตกตาดกะจำ

สถานที่ตั้ง: ทางไปแขวงไซยะบุรี ห่างจากตัวเมืองระยะทางประมาณ 30 กม.

การเดินทาง: เหมารถสี่ล้อรับจ้างจากในตัวเมืองหรือ เช่ารถตู้ปรับอากาศ

ค่าธรรมเนียมเข้าชม: ฟรี

 

ถ้ำน้ำลอด

สถานที่ตั้ง: เมืองพูคูน แขวงหลวงพระบาง

การเดินทาง:...

ค่าธรรมเนียมเข้าชม:...

 

น้ำตกตาดร้อยขรัว

สถานที่ตั้ง: บ้านปากลึง เมืองเชียงแมน แขวงหลวงพระบาง

การเดินทาง: นั่งเรือข้ามไปเมืองเชียงแมน และเหมารถรับจ้างต่อไปอีกประมาณ 14 กม.

ค่าธรรมเนียมเข้าชม: 5,000 กีบ / คน

 

น้ำตกตาดนาเดือย

สถานที่ตั้ง: บ้านนาเดือย ห่างจากตัวเมืองหลวงพระบาง ระยะทางประมาณ 5 กม.

การเดินทาง: เหมารถสี่ล้อรับจ้างจากในตัวเมืองหรือ เช่ารถตู้ปรับอากาศ

ค่าธรรมเนียมเข้าชม: 5,000 กีบ / คน

ที่มา : louangprabang.net